Dr. Chia Thye Poh as a Singaporean hero

Chia Thye Poh

Singaporean member of Parliament

Dr Chia Thye Poh is a Singaporean former political prisoner. Detained under the Internal Security Act of Singapore for allegedly conducting pro-communist activities against the government, he was … Wikipedia

Born: 1941, Singapore

Education: Nanyang University

Party: Barisan Sosialis

——————————————-

 

FOR IMMEDIATE RELEASE

AHRC-STM-044-2015

March 23, 2015

A Statement by the Asian Human Rights Commission

SINGAPORE/WORLD: Declaring Dr. Chia Thye Poh as a Singaporean hero is
a better way to commemorate the death of Lee Kuan Yew

Many, including President Barack Obama, have been paying glowing
tributes to Lee Kuan Yew since the announcement of his death this
morning, 23rd March 2015. However, recalling what Lee Kuan Yew did to
Dr. Chia Thye Poh and many other persons who aspired for multi-party
democracy and respect for the freedom of expression in Singapore is a
better way to remember Lee Kuan Yew. It is the least that can be done
to fight back against the terrible legacy he has bequeathed.

Singapore is one of the very few countries that have not even ratified
the International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR). Lee
Kuan Yew saw civil and political rights as a threat to his power. He
pursued a one party state model with all his passion. To achieve this,
he arbitrarily used all legal provisions, often deciding these laws by
himself in order to give himself more power and strangulate democracy.
The notorious Internal Security Act (ISA) of Singapore, which, among
other things, gave Lee Kuan Yew as Prime Minister the power to keep a
person in detention without trial, merely on the basis of a detention
order signed by Lee. Many became victim to this terrible law. Another
one of his diabolical tricks was to file bankrupt proceedings against
his political opponents, knowing fully well that, as long as he lived,
Singapore Courts would give orders as per his wishes.

The best-known victim to Lee’s arbitrary rule is Dr. Chia Thye Poh,
a political activist and a member of the Parliament of Singapore, who
remained in detention for a period of 27 years. Dr. Chia Thye Poh
suffered the longest term in prison as a political prisoner.

The People’s Action Party (PAP) of Singapore advocated and effected
a one party system of government. To achieve this, Lee Kuan Yew tried
all manner of tricks, including imposing severe restrictions on the
freedom of assembly. In Singapore, it is still illegal to hold any
outdoor meeting attended by more than five persons without
authorisation from police authorities. Those who defy this law have
been imprisoned or subjected to fines. Lee also had innocent persons
arrested from time to time, accusing them of treason and of attempting
to illegally overthrow his government. In 1987, for example, he
arrested and detained a group of young Christian workers, accusing
them of plotting to overthrow his government. They were denied trial,
but were kept in detention.

Lee Kuan Yew believed that man lives by bread alone and that freedom
and human rights are cultural values alien to Singaporeans and Asians.
While the World Conference on Human Rights was being held by the
United Nations in Vienna, Austria, in June 1993, he famously advocated
this “Asian values” theory, characterising human rights as based
on western values alien to Asians.

Today, Singapore is a modern nation that still has not experienced
freedom of expression, freedom of assembly, right to fair trial, and
the right to free and fair elections. Now that Lee Kuan Yew has
passed, it is to be hoped that Singaporeans will come to learn more
about the stories of those who suffered for their political opinions
under Lee Kuan Yew.

It is time to recognise persons like Dr. Chia Thye Poh, who are large
in number, as Singaporean heroes. It is also to be hoped that
Singapore will become a respected member of the international
community by ratifying the International Covenant ICCPR and all other
UN Conventions on human rights. Present and future generations of
Singaporeans have a right to know the truth that Lee Kuan Yew managed
successfully to suppress for many long years. It is to be hoped that
doors of freedom will open in Singapore and the draconian laws that
Lee introduced will be replaced with more democratic laws.

The late, legendary British Barrister, Sir John Motimer Q.C. described
the hypocrisy of Singapore’s legal system under Lee Kuan Yew in the
following manner:

“We have every reason to be proud of the fact that our judicial
system has been adopted in so many different parts of the world. At
the heart of it is fairness to everyone who holds views with which the
government doesn’t agree, and judicial independence. Without these
ingredients, the wearing of wigs, the humble submissions and the
quoting of House of Lords authorities become a meaningless parade of
archaic customs and costumes.”

It is to be hoped that soon the draconian legal system Lee Kuan Yew
created will become a thing of the past and that his style of
governance will be abandoned; instead, it is hoped that Singaporeans
will be able to establish a civilized system based on the rule of law.

Posted in Red Radio Online

คณะรัฐประหารได้อำนาจอย่างผิดกฎหมาย

https://www.facebook.com/somsakjeam?fref=nf

ที่ทหารทำรัฐประหารได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่เคยถูกลงโทษ ก็เพราะทุกครั้ง พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธย มอบ (“พระราชทาน”) ความชอบธรรมให้กับการรัฐประหารเหล่านั้นทุกครั้งไป

และดังนั้น ความรับผิดชอบของการที่คณะรัฐประหารได้อำนาจอย่างผิดกฎหมายจึงอยู่ที่สถาบันกษัตริย์ด้วย

นี่ไม่ใช่ผมเสนอเองด้วยซ้ำ แต่คือนัยยะของ “ทฤษฎีบวรศักดิ์” ที่รู้จักกันดีในวงการกฎหมายมหาชน (แน่นอน บวรศักดิ์โง่เกินกว่าจะคิดถึงนัยยะนี้ และที่สำคัญ ในเมื่อเขาเสนอภายใต้ภาวะที่มี ๑๑๒ คุมอยู่ จึงไม่มีใครในประเทศไทยสามารถพูดถึงนัยยะนี้อย่างตรงๆออกมาได้)

คือบวรศักดิ์เสนอว่า ก่อนรัฐประหาร อำนาจอธิปไตยเป็นของกษัตริย์และประชาชนร่วมกัน ไม่ใช่ของประชาชนเท่านั้น แบบระบอบประชาธิปไตยที่เข้าใจกันทางสากล บวรศักดิ์เขียนว่า (กฎหมายมหาชน เล่ม ๒ ฉบับพิมพ์ปี ๒๕๕๐ หน้า ๑๘๒-๑๘๓)

“…ในทางกฎหมาย เมื่อมีการรัฐประหารเลิกรัฐธรรมนูญ ก็ต้องถือว่าอำนาจอธิปไตยที่เคยพระราชทานให้ปวงชนนั้นกลับคืนมายังพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นเจ้าของเดิมมาก่อน ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ …. [เมื่อเกิดรัฐประหาร] ระดับสูงสุดคือสถาบันพระมหากษัตริย์ยังดำรงอยู่ และยังทรงเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่กลับคืนมาเป็นของพระองค์ด้วย ..”

ดังนั้น โดยนัยยะของ “ทฤษฎี” ของบวรศักดิ์เอง การที่พระมหากษัตย์ลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งคณะรัฐประหารและให้อำนาจการปกครองแก่ระบอบรัฐประหาร (ล่าสุดคือ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯตั้งประยุทธ เป็นหัวหน้า คสช เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และลงพระปรมาภิไธย ให้รัฐธรรมนูญของ คสช เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๗)

จึงเป็นการใช้อำนาจของพระองค์ล้วนๆ (ตามทฤษฎีบวรศักดิ์เอง – คือจะอ้างว่า มีหัวหน้า รปห ลงนามรับสนองก็ไม่ได้ เพราะตาม “ทฤษฎี” ของบวรศักดิ์ อำนาจอธิปไตยไม่ได้อยู่กับคณะรัฐประหาร เขาเขียนเองว่า “ส่วนคณะรัฐประหารไม่ใช่เจ้าของอำนาจอธิปไตย” ดังนั้น คณะรัฐประหารไม่มีอำนาจทางกฎหมายใดๆที่จะอ้างในการลงนามรับผิดชอบการตั้งระบอบการปกครองนี้ได้ เพราะอำนาจเป็นของกษัตริย์ล้วนๆ)

จึงต้องถือเป็นความรับผิดชอบของสถาบันกษัตริย์ ที่ทุกวันนี้ คณะรัฐประหารอยู่ในอำนาจและอ้างความชอบธรรมในการใช้อำนาจอยู่ได้

 

Posted in Red Radio Online

รัฐฉานใต้เงาการเมืองการทหาร1

https://www.facebook.com/charnvit.ks/posts/1045617865452640:0

ของฝากจาก อ ดุลยภาค ให้ นศ SeasTU15 ติดไปอ่าน ออกภาคสนามเชียงตุง
Shan States and Myanmar Military… from Dulyapak P..

รัฐฉานใต้เงาการเมืองการทหาร1

อ.ดุลยภาค ปรีชารัชช

ภาพรวมประวัติศาสตร์

“รัฐฉาน” หรือ “Shan State” ถือเป็นรัฐชาติพันธุ์ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในพม่า
(เมียนมาร์) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพม่าติดกับประเทศจีน ลาวและไทย ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์เป็นจำนวนมาก อาทิ ไทใหญ่ ว้า ปะโอ ปะหล่อง ธนุ โกก้าง ฯลฯ หากแต่กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนมากที่สุด ได้แก่ ไทใหญ่

ในอดีต รัฐฉานถือเป็นศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางการค้าคาราวาน และการสร้างบ้านแปลงเมืองในระดับแว่นแคว้น โดยความขัดแย้งระหว่างนครรัฐต่างๆ รวมถึงการทำสงครามระหว่างชนเผ่า นับเป็นเรื่องปกติภายในรัฐฉานซึ่งเต็มไปด้วยการปรากฏตัวของหน่วยการเมืองและศูนย์อำนาจอันหลากหลาย ต่อมาเมื่อพม่าตกเป็นอาณานิคมอังกฤษ รัฐฉานได้ตกอยู่ใต้การควบคุมของอังกฤษเช่นกัน เพียงแต่อังกฤษได้คลายความเข้มงวดทางการปกครองให้มีลักษณะผ่อนปรนมากกว่าในเขตพม่าแท้ (Burma Proper) พร้อมกันนั้นสถาบันเจ้าฟ้าไทใหญ่ยังคงดำรงอยู่และไม่ถูกทำให้ล่มสลายลงเฉกเช่นสถาบันกษัตริย์พม่า อย่างไรก็ตาม การแบ่งเขตบริหารปกครองของอังกฤษ กลับส่งผลให้พื้นที่รัฐฉานมีความห่างเหินและแยกส่วนจากพม่าอย่างชัดเจน

ต่อมาในช่วงปลายสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลอังกฤษได้ตัดสินใจมอบเอกราชให้กับพม่า โดยนายพลอองซาน ผู้นำขบวนการชาตินิยมพม่า ได้เจรจากับผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เพื่อจัดให้มีการประชุมร่วมกันที่เมืองปางหลวง (ปางโหลง) ในเขตรัฐฉาน จนนำไปสู่การจัดทำข้อตกลงปางหลวง และการร่างรัฐธรรมนูญแห่งสหภาพ เมื่อปี ค.ศ.1947 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขให้หน่วยอาณานิคมต่างๆ รวมตัวกันในรูปแบบสหภาพ (Union) พร้อมเปิดทางให้รัฐฉานได้รับอำนาจอิสระในการบริหารท้องถิ่นและสามารถแยกตัวออกจากพม่าเพื่อก่อตั้งรัฐใหม่หลังการอยู่ร่วมกันครบสิบปีนับแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ

ทว่าหลังจากที่พม่าได้รับเอกราชอย่างเป็นทางการ ในปี ค.ศ.1948 อูนุ นายกรัฐมนตรีพม่ากลับมีนโยบายขัดขวางการกระจายอำนาจและการแยกตัวเป็นอิสระของชนชาติพันธุ์ไทใหญ่จนส่งผลให้เกิดการจัดตั้งกองกำลังทหารเพื่อทำการสู้รบกับกองทัพรัฐบาลพม่า การสัประยุทธ์ดำเนินไปอย่างดุเดือด หากแต่ทางฟากรัฐบาลพม่า กลับยังไม่มีทีท่าจะเปิดโอกาสให้มีการประกาศเอกราชหรือผ่อนอำนาจการปกครองในรัฐฉาน จนกระทั่ง นายพลเนวินซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของกองทัพ ตัดสินใจทำรัฐประหารยึดอำนาจในปี ค.ศ. 1962 พร้อมทำการยกเลิกรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิประโยชน์แก่รัฐฉานซึ่งเท่ากับเป็นการลดอิทธิพลของกลุ่มอำนาจไทใหญ่ในทางการเมือง

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ความขัดแย้งทางการเมืองการทหารได้แพร่กระจายไปทั่วภาคพื้นรัฐฉาน โดยแนวร่วมไทใหญ่ได้จัดตั้งองค์กรการเมืองพร้อมกองกำลังทหารเพื่อทำการสู้รบกับกองทัพรัฐบาลพม่า จนส่งผลให้มีการใช้ความรุนแรงในหลากหลายมิติ ทั้ง การทำสงครามจรยุทธ์ การทำสงครามปฏิวัติ และการสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งถึงแม้ในปี ค.ศ. 1988 ระบอบเนวินได้ถูกโค่นล้มลงโดยกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า หากแต่ความขัดแย้งภายในรัฐฉาน ยังดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น ซึ่งคณะรัฐบาลทหารพม่าชุดใหม่ ยังคงตัดสินใจส่งกองกำลังทหารเข้าต่อรบกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยในเขตรัฐฉานอย่างสืบเนื่อง

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ว่าจะเริ่มมีการเจรจาหยุดยิงเพื่อผ่อนคลายการสู้รบระหว่างกองกำลังชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลพม่า หากแต่ความขัดแย้งทางการเมืองการทหารยังคงดำรงอยู่ต่อไป ทั้งเหตุการณ์ที่ทหารพม่าสัประยุทธ์กับกองกำลังโกก้างในเขตรัฐฉานภาคเหนือ การสู้รบระหว่างทหารพม่ากับทหารไทใหญ่ในเขตรัฐฉานภาคเหนือและรัฐฉานภาคใต้ หรือ การแข่งขันสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์ระหว่างกองกำลังกลุ่มต่างๆทั่วภาคพื้นรัฐฉาน

มิติความขัดแย้งทางการเมือง

การจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อชิงชัยในสมรภูมิการเลือกตั้งทั้งการเลือกตั้งในปี ค.ศ.2010 ที่ผ่านมา หรือการเลือกตั้งในปี ค.ศ.2015 ที่กำลังจะมาถึง นับเป็นแนวโน้มทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยเมื่อไม่นานมานี้ พรรคสหพันธ์ภราดรภาพแห่งชนชาติ หรือ Nationalities Brotherhood Federation (NBF) ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของพรรคการเมืองชนกลุ่มน้อย 15 กลุ่มในประเทศพม่า อาทิ กลุ่มไทใหญ่ อาระกัน มอญ ฉิ่น ปะโอ ว้า และ กะยา ได้ออกมาประกาศเตรียมยื่นเรื่องขอรวมพรรคการเมืองชนกลุ่มน้อยทั้ง 15 กลุ่มให้เป็นพรรคการเมืองเดียว เพื่อเพิ่มเอกภาพและอำนาจต่อรองในการสู้ศึกเลือกตั้งปี ค.ศ.2015 โดยพรรคการเมืองชนกลุ่มน้อยที่จะควบรวมขึ้นมาใหม่ จะใช้ชื่อว่า พรรคสหพันธ์สหภาพ หรือ Federal Union Party (FUP)

แต่อย่างไรก็ตาม การรวมพรรคครั้งนี้ยังไม่อาจทราบได้ว่าจะได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการเลือกตั้งพม่าหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ ทางคณะกรรมการเลือกตั้งแห่งชาติของพม่าได้ออกมาประกาศแจ้งว่า หากปรากฏมีพรรคการเมืองมากกว่าสองพรรคทำการรวมตัวเป็นพรรคการเมืองเดียว พรรคการเมืองที่ก่อตั้งไว้ก่อนหน้านั้นจะต้องถูกยุบและปิดตัวลง จึงทำให้ยุทธศาสตร์การควบรวมพรรคการเมืองชนกลุ่มน้อย ยังคงมีอุปสรรคในแง่ของการตีความตามกฎหมายเลือกตั้งของพม่า

สำหรับพรรคการเมืองของรัฐฉาน ได้ปรากฏการก่อรูปของพรรคการเมืองเป็นจำนวนมากเพื่อเป็นการรักษาประโยชน์ของเหล่าพหุชนชาติในโครงสร้างสภาระดับต่างๆ ซึ่งมีทั้งพรรคการเมืองของชนเผ่าว้า ปะโอ ปะหล่อง ธนุ โกก้าง อาข่า ละหู่ ลีซอ ไทใหญ่ โดยบางพรรคได้ถือกำเนิดมาตั้งแต่ช่วงการเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ.1991 ขณะที่บางพรรคพึ่งถือกำเนิดขึ้นมาใหม่

ทว่าในบรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายเหล่านี้ พรรคของชาวไทใหญ่ถือว่ามีฐานเสียงและครอบครองมวลชนได้อย่างเหนียวแน่นที่สุด โดยเฉพาะ พรรคประชาธิปไตยแห่งชาติไทใหญ่ (Shan National Democracy Party- SNDP) ของจายอ้ายเปา พรรคสันนิบาตแห่งชาติไทใหญ่เพื่อประชาธิปไตย (Shan Nationalities League for Democracy -SNLD) ของเจ้าขุนทุนอู และพรรครัฐฉานก้าวหน้า (Shan State Progress Party-SSPP) ของเจ้าเสือแท่น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจกลับอยู่ตรงที่การแตกกระจายเป็นหย่อมๆของเหล่าพหุพรรคได้ส่งผลให้เกิดแบ่งแยกฐานคะแนนเสียงที่มักผันแปรไปตามโครงสร้างชาติพันธุ์หรือเขตอิทธิพลของกลุ่มอำนาจ จนทำให้พรรคของชนชาติพันธุ์ในรัฐฉาน แม้จะได้ที่นั่งในสภาระดับต่างๆแต่ก็มิอาจที่จะครองเสียงข้างมากในสภาชนชาติหรือสภาประจำรัฐเนื่องจากไม่มีพลังมากพอที่จะแข่งกับพรรคการเมืองที่ใหญ่กว่าอย่างเช่นพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party: USDP) ของรัฐบาลพม่า หรือ พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy: NLD) ของนางออง ซาน ซูจี

จากภาพสถานการณ์ดังกล่าว จึงมีความเป็นไปได้ในระดับสูงว่าพรรคการเมืองของชนชาติพันธุ์ในรัฐฉานอาจกลายสภาพเป็นพรรคการเมืองแบบยุทธวิธี (Tactical Party) ที่เน้นการฉกฉวยโอกาสทางการเมืองที่ผันแปรไปตามสถานการณ์หรือแรงดึงดูดจากพรรคการเมืองที่ทรงอำนาจมากกว่า ขณะที่พรรคการเมืองของชาวไทใหญ่ซึ่งแบ่งแยกย่อยออกเป็นสามขั้วอำนาจหลัก อาจส่งผลให้เกิดระบบไตรพรรค (Tri Party System) ขึ้นในโครงข่ายการเมืองไทใหญ่ โดยทั้งสามพรรคการเมืองอาจต้องแข่งขันแย่งชิงฐานคะแนนกันเองตามเขตเลือกตั้งต่างๆ

หากแต่ในบางสถานการณ์ ทั้งสามพรรคอาจจับขั้วเป็นพันธมิตรต่อกันเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาวไทใหญ่ในรัฐฉาน แต่กระนั้น ความแตกต่างทางอุดมการณ์และผลประโยชน์ของแกนนำในอนาคต บวกกับความพยายามของพรรครัฐบาลพม่าและพรรคของนางออง ซาน ซูจี ในการเจาะฐานเสียงรัฐฉาน ย่อมส่งผลให้พรรคการเมืองไทใหญ่ต้องเผชิญกับสองพรรคการเมืองใหญ่ที่ทรงกำลังอำนาจมากกว่าจนอาจทำให้พรรคการเมืองไทใหญ่ต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การเมืองซึ่งอาจออกมาในลักษณะของการผนึกกำลังเพื่อต่อต้านฝ่ายตรงข้าม หรือ การโยกตัวเข้าหาพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านของนางซูจีเพื่อรักษาฐานคะแนนของฝ่ายตน พร้อมๆกับลดทอนฐานคะแนนของพรรคการเมืองไทใหญ่ฝ่ายตรงข้าม โดยประเด็นดังกล่าวนี้ แม้เป็นเรื่องที่ต้องวิเคราะห์และคาดการณ์กันต่อไปในอนาคต แต่ก็พอบ่งชี้ได้ว่า แนวโน้มทางการเมืองในรัฐฉานยังคงเต็มไปด้วยการแก่งแย่งผลประโยชน์และการชิงไหวชิงพริบทางการเมือง

มิติความขัดแย้งทางการทหาร

กองกำลังทั้งหมดในรัฐฉานประกอบด้วยขุมอำนาจที่โดดเด่นอยู่ราว 7 กลุ่มหลัก ได้แก่

1.กองทัพทหารพม่า (Tatmadaw) ซึ่งมีกำลังพลกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศราวๆ 350,000-400,000 นาย โดยมีทหารประจำการอยู่ในรัฐฉานเป็นจำนวนหลายหมื่นนาย (บางแหล่งข้อมูลประเมินว่าอาจมีมากถึงเกือบหนึ่งแสนนาย)

2.กลุ่มกองทัพสหรัฐว้า (The United Wa State Army/UWSA) ซึ่งเป็นกองกำลังประจำเผ่าว้าที่มีพัฒนาการมาจากพรรคคอมมิวนิสต์พม่าในอดีต กำลังพลโดยรวมมีไม่เกิน 30,000 นาย

3.กองทัพรัฐฉานภาคใต้ (Shan State Army-South/SSA-S) ของพลโทเจ้ายอดศึก กำลังพลประมาณ 20,000 นาย มีกองบัญชาการหลักอยู่ที่ดอยไตแลงประชิดชายแดนไทยตรงข้ามอำเภอปางมะผ้าจังหวัดแม่ฮ่องสอน

4.กองทัพรัฐฉานภาคเหนือ (Shan State Army-North/SSA-N) ซึ่งมีพัฒนาการมาจากกองทัพรัฐฉานหรือ Shan State Army (SSA) ที่ก่อตั้งโดยมหาเทวีเฮือนคำแห่งยองฉ่วยในปี ค.ศ. 1964 จากนั้นจึงค่อยๆแตกกระจายออกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย (จำนวนกำลังพลไม่แน่นอน แต่อาจมีไม่เกินหนึ่งหมื่นนายหากเอากองกำลังทุกกลุ่มมารวมกัน)

5.กลุ่มกองกำลังเมืองลาหรือกองกำลังพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติ (The National Democratic Alliance/NDAA) ซึ่งประกอบด้วยกองทัพหลากเผ่าพันธุ์ เช่น ชาวไทใหญ่บางกลุ่ม รวมถึงชาวอะข่า ชาวละหู่และชนภูเขาอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ตะเข็บชายแดนพม่า-จีน-ลาว กำลังพลประมาณ 5,000 นาย

6.กลุ่มกองกำลังคะฉิ่นอิสระ (The Kachin Independent Army/KIA) ซึ่งมีกำลังพลหลายพันนาย โดยส่วนใหญ่เป็นนักรบเผ่าคะฉิ่นที่มีความชำนาญในการรบบนภูมิประเทศแบบเขาสูง โดยถึงแม้ว่าเขตอิทธิพลของกองกำลังคะฉิ่นส่วนใหญ่จะกระจายตัวอยู่ในรัฐคะฉิ่นทางตอนเหนือของพม่า แต่กองพลน้อยที่ 4 ได้เริ่มรุกเข้ามาตั้งฐานที่มั่นอยู่ในรัฐฉานภาคเหนือบางส่วน

7. กลุ่มกองกำลังพหุชนเผ่า อาทิ ปะโอ ปะหล่อง ธนุ โกก้าง ละหู่ ลีซอ อาข่า จีนฮ่อ ฯลฯ ซึ่งมีกำลังเพียงแค่หลักสิบหรือหลักร้อย (ต่อกลุ่ม) กระจายตัวอยู่เป็นหย่อมๆโดยเฉพาะทางแถบรัฐฉานภาคกลางและรัฐฉานภาคเหนือ กองกำลังเหล่านี้ส่วนใหญ่พัฒนามาจากหน่วยทหารอาสา กา ก่วย เย ซึ่งเป็นพันธมิตรกับกองทัพพม่าในยุคสงครามเย็น แต่ก็มีบางกลุ่มที่แตกออกมาจากพรรคคอมมิวนิสต์พม่า เช่น โกก้างที่ถูกกองทัพพม่าบุกสลายกองกำลังในปี ค.ศ.2009 จนมีกำลังพลเหลืออยู่เพียงแค่หลักร้อย (หากแต่ปัจจุบันได้ฟื้นฟูอำนาจขึ้นมาใหม่จนอาจมีกำลังพลเกือบหนึ่งพันนาย)

สาเหตุหลักของปัญหาปัจจุบัน คือ การที่กองทัพพม่ายื่นข้อเสนอแกมบีบบังคับเพื่อให้กองกำลังชนกลุ่มน้อยแปลงสภาพเป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดน หรือ Border Guard Forces/BGF โดยทหารพม่าจะดำเนินการจัดระเบียบการปกครองบังคับบัญชา พัฒนาพื้นที่ สนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์บางส่วน อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายกำลังและให้สิทธิในการประกอบกิจกรรมการค้า รวมทั้งจัดสรรแบ่งปันผลประโยชน์ในพื้นที่ร่วมกับทหารพม่า ซึ่งล่าสุดมีกองกำลังชนกลุ่มน้อยตอบรับเงื่อนไขดังกล่าวพร้อมแปลงสภาพเป็นกองกำลัง BGF บางส่วนแล้ว เช่น กลุ่มปะโอ และกลุ่มพหุชนเผ่ายิบย่อยอื่นๆ กระนั้น สำหรับกลุ่มที่พอมีแสนยานุภาพทางการทหารอย่างเช่นกองทัพสหรัฐว้า หรือกองทัพรัฐฉานภาคใต้ต่างปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวเนื่องจากรับไม่ได้กับเงื่อนไขที่ทหารพม่าทำการบีบบังคับด้วยการจัดตั้งให้หนึ่งกองพันจะต้องประกอบด้วยทหารจำนวน 326 นาย โดยมีทหารพม่าจำนวนประมาณ 30 นาย เข้ามาถืออำนาจเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยเหนือ พร้อมเปิดโอกาสให้ทหารพม่าสามารถเข้าไปตรวจที่ตั้งทางทหารต่างๆของกองกำลังชนกลุ่มน้อย

ผลจากการยื่นข้อเสนอ BGF ของทหารพม่า พร้อมกับการปฏิเสธจากกองทัพสหรัฐว้าและกองทัพรัฐฉานภาคใต้ ทำให้กองทัพพม่าทยอยเคลื่อนกำลังพลเพื่อเข้าปิดล้อมกดดันฐานที่มั่นของฝ่ายตรงข้าม ขณะที่กองกำลังทั้งสองกลุ่มต่างสะสมอาวุธและเพิ่มปริมาณทหารเพื่อเตรียมสู้รบกับทหารพม่าเช่นกัน ขณะเดียวกัน การหวนกลับมาของกองกำลังโกก้างเพื่อชิงฐานที่มั่นคืนจากทหารพม่า ได้ทำให้เกิดความระส่ำระส่ายบนเขตรัฐฉานภาคเหนือจนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงชายแดนจีน-พม่า อย่างต่อเนื่อง

'ของฝากจาก อ ดุลยภาค ให้ นศ SeasTU15 ติดไปอ่าน ออกภาคสนามเชียงตุง<br />
Shan States and  Myanmar Military... from Dulyapak P..</p>
<p>รัฐฉานใต้เงาการเมืองการทหาร1</p>
<p>อ.ดุลยภาค ปรีชารัชช</p>
<p>ภาพรวมประวัติศาสตร์</p>
<p>“รัฐฉาน” หรือ “Shan State” ถือเป็นรัฐชาติพันธุ์ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในพม่า<br />
(เมียนมาร์) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพม่าติดกับประเทศจีน ลาวและไทย ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์เป็นจำนวนมาก อาทิ ไทใหญ่ ว้า ปะโอ ปะหล่อง ธนุ โกก้าง ฯลฯ หากแต่กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีจำนวนมากที่สุด ได้แก่ ไทใหญ่ </p>
<p>ในอดีต รัฐฉานถือเป็นศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางการค้าคาราวาน และการสร้างบ้านแปลงเมืองในระดับแว่นแคว้น โดยความขัดแย้งระหว่างนครรัฐต่างๆ รวมถึงการทำสงครามระหว่างชนเผ่า นับเป็นเรื่องปกติภายในรัฐฉานซึ่งเต็มไปด้วยการปรากฏตัวของหน่วยการเมืองและศูนย์อำนาจอันหลากหลาย ต่อมาเมื่อพม่าตกเป็นอาณานิคมอังกฤษ รัฐฉานได้ตกอยู่ใต้การควบคุมของอังกฤษเช่นกัน เพียงแต่อังกฤษได้คลายความเข้มงวดทางการปกครองให้มีลักษณะผ่อนปรนมากกว่าในเขตพม่าแท้ (Burma Proper) พร้อมกันนั้นสถาบันเจ้าฟ้าไทใหญ่ยังคงดำรงอยู่และไม่ถูกทำให้ล่มสลายลงเฉกเช่นสถาบันกษัตริย์พม่า อย่างไรก็ตาม การแบ่งเขตบริหารปกครองของอังกฤษ กลับส่งผลให้พื้นที่รัฐฉานมีความห่างเหินและแยกส่วนจากพม่าอย่างชัดเจน </p>
<p>ต่อมาในช่วงปลายสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลอังกฤษได้ตัดสินใจมอบเอกราชให้กับพม่า โดยนายพลอองซาน ผู้นำขบวนการชาตินิยมพม่า ได้เจรจากับผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เพื่อจัดให้มีการประชุมร่วมกันที่เมืองปางหลวง (ปางโหลง) ในเขตรัฐฉาน จนนำไปสู่การจัดทำข้อตกลงปางหลวง และการร่างรัฐธรรมนูญแห่งสหภาพ เมื่อปี ค.ศ.1947 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขให้หน่วยอาณานิคมต่างๆ รวมตัวกันในรูปแบบสหภาพ (Union) พร้อมเปิดทางให้รัฐฉานได้รับอำนาจอิสระในการบริหารท้องถิ่นและสามารถแยกตัวออกจากพม่าเพื่อก่อตั้งรัฐใหม่หลังการอยู่ร่วมกันครบสิบปีนับแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ   </p>
<p>ทว่าหลังจากที่พม่าได้รับเอกราชอย่างเป็นทางการ ในปี ค.ศ.1948 อูนุ นายกรัฐมนตรีพม่ากลับมีนโยบายขัดขวางการกระจายอำนาจและการแยกตัวเป็นอิสระของชนชาติพันธุ์ไทใหญ่จนส่งผลให้เกิดการจัดตั้งกองกำลังทหารเพื่อทำการสู้รบกับกองทัพรัฐบาลพม่า การสัประยุทธ์ดำเนินไปอย่างดุเดือด หากแต่ทางฟากรัฐบาลพม่า กลับยังไม่มีทีท่าจะเปิดโอกาสให้มีการประกาศเอกราชหรือผ่อนอำนาจการปกครองในรัฐฉาน จนกระทั่ง นายพลเนวินซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของกองทัพ ตัดสินใจทำรัฐประหารยึดอำนาจในปี ค.ศ. 1962 พร้อมทำการยกเลิกรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิประโยชน์แก่รัฐฉานซึ่งเท่ากับเป็นการลดอิทธิพลของกลุ่มอำนาจไทใหญ่ในทางการเมือง </p>
<p>นับแต่นั้นเป็นต้นมา ความขัดแย้งทางการเมืองการทหารได้แพร่กระจายไปทั่วภาคพื้นรัฐฉาน โดยแนวร่วมไทใหญ่ได้จัดตั้งองค์กรการเมืองพร้อมกองกำลังทหารเพื่อทำการสู้รบกับกองทัพรัฐบาลพม่า จนส่งผลให้มีการใช้ความรุนแรงในหลากหลายมิติ ทั้ง การทำสงครามจรยุทธ์ การทำสงครามปฏิวัติ และการสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งถึงแม้ในปี ค.ศ. 1988 ระบอบเนวินได้ถูกโค่นล้มลงโดยกลุ่มเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า หากแต่ความขัดแย้งภายในรัฐฉาน ยังดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น ซึ่งคณะรัฐบาลทหารพม่าชุดใหม่ ยังคงตัดสินใจส่งกองกำลังทหารเข้าต่อรบกับกองกำลังชนกลุ่มน้อยในเขตรัฐฉานอย่างสืบเนื่อง </p>
<p>สำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ว่าจะเริ่มมีการเจรจาหยุดยิงเพื่อผ่อนคลายการสู้รบระหว่างกองกำลังชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลพม่า หากแต่ความขัดแย้งทางการเมืองการทหารยังคงดำรงอยู่ต่อไป ทั้งเหตุการณ์ที่ทหารพม่าสัประยุทธ์กับกองกำลังโกก้างในเขตรัฐฉานภาคเหนือ การสู้รบระหว่างทหารพม่ากับทหารไทใหญ่ในเขตรัฐฉานภาคเหนือและรัฐฉานภาคใต้ หรือ การแข่งขันสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์ระหว่างกองกำลังกลุ่มต่างๆทั่วภาคพื้นรัฐฉาน </p>
<p>มิติความขัดแย้งทางการเมือง</p>
<p>การจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อชิงชัยในสมรภูมิการเลือกตั้งทั้งการเลือกตั้งในปี ค.ศ.2010 ที่ผ่านมา หรือการเลือกตั้งในปี ค.ศ.2015 ที่กำลังจะมาถึง นับเป็นแนวโน้มทางการเมืองที่น่าสนใจ โดยเมื่อไม่นานมานี้ พรรคสหพันธ์ภราดรภาพแห่งชนชาติ หรือ Nationalities Brotherhood Federation (NBF) ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของพรรคการเมืองชนกลุ่มน้อย 15 กลุ่มในประเทศพม่า อาทิ กลุ่มไทใหญ่ อาระกัน มอญ ฉิ่น ปะโอ ว้า และ กะยา ได้ออกมาประกาศเตรียมยื่นเรื่องขอรวมพรรคการเมืองชนกลุ่มน้อยทั้ง 15 กลุ่มให้เป็นพรรคการเมืองเดียว เพื่อเพิ่มเอกภาพและอำนาจต่อรองในการสู้ศึกเลือกตั้งปี ค.ศ.2015 โดยพรรคการเมืองชนกลุ่มน้อยที่จะควบรวมขึ้นมาใหม่ จะใช้ชื่อว่า พรรคสหพันธ์สหภาพ หรือ Federal Union Party (FUP) </p>
<p>แต่อย่างไรก็ตาม การรวมพรรคครั้งนี้ยังไม่อาจทราบได้ว่าจะได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการเลือกตั้งพม่าหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ ทางคณะกรรมการเลือกตั้งแห่งชาติของพม่าได้ออกมาประกาศแจ้งว่า หากปรากฏมีพรรคการเมืองมากกว่าสองพรรคทำการรวมตัวเป็นพรรคการเมืองเดียว พรรคการเมืองที่ก่อตั้งไว้ก่อนหน้านั้นจะต้องถูกยุบและปิดตัวลง จึงทำให้ยุทธศาสตร์การควบรวมพรรคการเมืองชนกลุ่มน้อย ยังคงมีอุปสรรคในแง่ของการตีความตามกฎหมายเลือกตั้งของพม่า</p>
<p>สำหรับพรรคการเมืองของรัฐฉาน ได้ปรากฏการก่อรูปของพรรคการเมืองเป็นจำนวนมากเพื่อเป็นการรักษาประโยชน์ของเหล่าพหุชนชาติในโครงสร้างสภาระดับต่างๆ ซึ่งมีทั้งพรรคการเมืองของชนเผ่าว้า ปะโอ ปะหล่อง ธนุ โกก้าง อาข่า ละหู่ ลีซอ ไทใหญ่ โดยบางพรรคได้ถือกำเนิดมาตั้งแต่ช่วงการเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ.1991 ขณะที่บางพรรคพึ่งถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ </p>
<p>ทว่าในบรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายเหล่านี้ พรรคของชาวไทใหญ่ถือว่ามีฐานเสียงและครอบครองมวลชนได้อย่างเหนียวแน่นที่สุด โดยเฉพาะ พรรคประชาธิปไตยแห่งชาติไทใหญ่ (Shan National Democracy Party- SNDP) ของจายอ้ายเปา พรรคสันนิบาตแห่งชาติไทใหญ่เพื่อประชาธิปไตย (Shan Nationalities League for Democracy -SNLD) ของเจ้าขุนทุนอู และพรรครัฐฉานก้าวหน้า (Shan State Progress Party-SSPP) ของเจ้าเสือแท่น </p>
<p>อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจกลับอยู่ตรงที่การแตกกระจายเป็นหย่อมๆของเหล่าพหุพรรคได้ส่งผลให้เกิดแบ่งแยกฐานคะแนนเสียงที่มักผันแปรไปตามโครงสร้างชาติพันธุ์หรือเขตอิทธิพลของกลุ่มอำนาจ จนทำให้พรรคของชนชาติพันธุ์ในรัฐฉาน แม้จะได้ที่นั่งในสภาระดับต่างๆแต่ก็มิอาจที่จะครองเสียงข้างมากในสภาชนชาติหรือสภาประจำรัฐเนื่องจากไม่มีพลังมากพอที่จะแข่งกับพรรคการเมืองที่ใหญ่กว่าอย่างเช่นพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party: USDP) ของรัฐบาลพม่า หรือ พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy: NLD) ของนางออง ซาน ซูจี </p>
<p>จากภาพสถานการณ์ดังกล่าว จึงมีความเป็นไปได้ในระดับสูงว่าพรรคการเมืองของชนชาติพันธุ์ในรัฐฉานอาจกลายสภาพเป็นพรรคการเมืองแบบยุทธวิธี (Tactical Party) ที่เน้นการฉกฉวยโอกาสทางการเมืองที่ผันแปรไปตามสถานการณ์หรือแรงดึงดูดจากพรรคการเมืองที่ทรงอำนาจมากกว่า ขณะที่พรรคการเมืองของชาวไทใหญ่ซึ่งแบ่งแยกย่อยออกเป็นสามขั้วอำนาจหลัก อาจส่งผลให้เกิดระบบไตรพรรค (Tri Party System) ขึ้นในโครงข่ายการเมืองไทใหญ่ โดยทั้งสามพรรคการเมืองอาจต้องแข่งขันแย่งชิงฐานคะแนนกันเองตามเขตเลือกตั้งต่างๆ </p>
<p>หากแต่ในบางสถานการณ์ ทั้งสามพรรคอาจจับขั้วเป็นพันธมิตรต่อกันเพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาวไทใหญ่ในรัฐฉาน แต่กระนั้น ความแตกต่างทางอุดมการณ์และผลประโยชน์ของแกนนำในอนาคต บวกกับความพยายามของพรรครัฐบาลพม่าและพรรคของนางออง ซาน ซูจี ในการเจาะฐานเสียงรัฐฉาน ย่อมส่งผลให้พรรคการเมืองไทใหญ่ต้องเผชิญกับสองพรรคการเมืองใหญ่ที่ทรงกำลังอำนาจมากกว่าจนอาจทำให้พรรคการเมืองไทใหญ่ต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การเมืองซึ่งอาจออกมาในลักษณะของการผนึกกำลังเพื่อต่อต้านฝ่ายตรงข้าม หรือ การโยกตัวเข้าหาพรรครัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านของนางซูจีเพื่อรักษาฐานคะแนนของฝ่ายตน พร้อมๆกับลดทอนฐานคะแนนของพรรคการเมืองไทใหญ่ฝ่ายตรงข้าม โดยประเด็นดังกล่าวนี้ แม้เป็นเรื่องที่ต้องวิเคราะห์และคาดการณ์กันต่อไปในอนาคต แต่ก็พอบ่งชี้ได้ว่า แนวโน้มทางการเมืองในรัฐฉานยังคงเต็มไปด้วยการแก่งแย่งผลประโยชน์และการชิงไหวชิงพริบทางการเมือง</p>
<p>มิติความขัดแย้งทางการทหาร</p>
<p>กองกำลังทั้งหมดในรัฐฉานประกอบด้วยขุมอำนาจที่โดดเด่นอยู่ราว 7 กลุ่มหลัก ได้แก่ </p>
<p>1.กองทัพทหารพม่า (Tatmadaw) ซึ่งมีกำลังพลกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศราวๆ 350,000-400,000 นาย โดยมีทหารประจำการอยู่ในรัฐฉานเป็นจำนวนหลายหมื่นนาย (บางแหล่งข้อมูลประเมินว่าอาจมีมากถึงเกือบหนึ่งแสนนาย)</p>
<p>2.กลุ่มกองทัพสหรัฐว้า (The United Wa State Army/UWSA) ซึ่งเป็นกองกำลังประจำเผ่าว้าที่มีพัฒนาการมาจากพรรคคอมมิวนิสต์พม่าในอดีต กำลังพลโดยรวมมีไม่เกิน 30,000 นาย </p>
<p>3.กองทัพรัฐฉานภาคใต้ (Shan State Army-South/SSA-S) ของพลโทเจ้ายอดศึก กำลังพลประมาณ 20,000 นาย มีกองบัญชาการหลักอยู่ที่ดอยไตแลงประชิดชายแดนไทยตรงข้ามอำเภอปางมะผ้าจังหวัดแม่ฮ่องสอน </p>
<p>4.กองทัพรัฐฉานภาคเหนือ (Shan State Army-North/SSA-N) ซึ่งมีพัฒนาการมาจากกองทัพรัฐฉานหรือ Shan State Army (SSA) ที่ก่อตั้งโดยมหาเทวีเฮือนคำแห่งยองฉ่วยในปี ค.ศ. 1964 จากนั้นจึงค่อยๆแตกกระจายออกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย (จำนวนกำลังพลไม่แน่นอน แต่อาจมีไม่เกินหนึ่งหมื่นนายหากเอากองกำลังทุกกลุ่มมารวมกัน) </p>
<p>5.กลุ่มกองกำลังเมืองลาหรือกองกำลังพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติ (The National Democratic Alliance/NDAA) ซึ่งประกอบด้วยกองทัพหลากเผ่าพันธุ์ เช่น ชาวไทใหญ่บางกลุ่ม รวมถึงชาวอะข่า ชาวละหู่และชนภูเขาอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ตะเข็บชายแดนพม่า-จีน-ลาว กำลังพลประมาณ 5,000 นาย</p>
<p>6.กลุ่มกองกำลังคะฉิ่นอิสระ (The Kachin Independent Army/KIA) ซึ่งมีกำลังพลหลายพันนาย โดยส่วนใหญ่เป็นนักรบเผ่าคะฉิ่นที่มีความชำนาญในการรบบนภูมิประเทศแบบเขาสูง โดยถึงแม้ว่าเขตอิทธิพลของกองกำลังคะฉิ่นส่วนใหญ่จะกระจายตัวอยู่ในรัฐคะฉิ่นทางตอนเหนือของพม่า แต่กองพลน้อยที่ 4 ได้เริ่มรุกเข้ามาตั้งฐานที่มั่นอยู่ในรัฐฉานภาคเหนือบางส่วน </p>
<p>7. กลุ่มกองกำลังพหุชนเผ่า อาทิ ปะโอ ปะหล่อง ธนุ โกก้าง  ละหู่ ลีซอ อาข่า จีนฮ่อ ฯลฯ ซึ่งมีกำลังเพียงแค่หลักสิบหรือหลักร้อย (ต่อกลุ่ม) กระจายตัวอยู่เป็นหย่อมๆโดยเฉพาะทางแถบรัฐฉานภาคกลางและรัฐฉานภาคเหนือ กองกำลังเหล่านี้ส่วนใหญ่พัฒนามาจากหน่วยทหารอาสา กา ก่วย เย ซึ่งเป็นพันธมิตรกับกองทัพพม่าในยุคสงครามเย็น แต่ก็มีบางกลุ่มที่แตกออกมาจากพรรคคอมมิวนิสต์พม่า เช่น โกก้างที่ถูกกองทัพพม่าบุกสลายกองกำลังในปี ค.ศ.2009 จนมีกำลังพลเหลืออยู่เพียงแค่หลักร้อย (หากแต่ปัจจุบันได้ฟื้นฟูอำนาจขึ้นมาใหม่จนอาจมีกำลังพลเกือบหนึ่งพันนาย) </p>
<p>สาเหตุหลักของปัญหาปัจจุบัน คือ การที่กองทัพพม่ายื่นข้อเสนอแกมบีบบังคับเพื่อให้กองกำลังชนกลุ่มน้อยแปลงสภาพเป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดน หรือ Border Guard Forces/BGF โดยทหารพม่าจะดำเนินการจัดระเบียบการปกครองบังคับบัญชา พัฒนาพื้นที่ สนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์บางส่วน อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายกำลังและให้สิทธิในการประกอบกิจกรรมการค้า รวมทั้งจัดสรรแบ่งปันผลประโยชน์ในพื้นที่ร่วมกับทหารพม่า ซึ่งล่าสุดมีกองกำลังชนกลุ่มน้อยตอบรับเงื่อนไขดังกล่าวพร้อมแปลงสภาพเป็นกองกำลัง BGF บางส่วนแล้ว เช่น กลุ่มปะโอ และกลุ่มพหุชนเผ่ายิบย่อยอื่นๆ กระนั้น สำหรับกลุ่มที่พอมีแสนยานุภาพทางการทหารอย่างเช่นกองทัพสหรัฐว้า หรือกองทัพรัฐฉานภาคใต้ต่างปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวเนื่องจากรับไม่ได้กับเงื่อนไขที่ทหารพม่าทำการบีบบังคับด้วยการจัดตั้งให้หนึ่งกองพันจะต้องประกอบด้วยทหารจำนวน 326 นาย โดยมีทหารพม่าจำนวนประมาณ 30 นาย เข้ามาถืออำนาจเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยเหนือ พร้อมเปิดโอกาสให้ทหารพม่าสามารถเข้าไปตรวจที่ตั้งทางทหารต่างๆของกองกำลังชนกลุ่มน้อย </p>
<p>ผลจากการยื่นข้อเสนอ BGF ของทหารพม่า พร้อมกับการปฏิเสธจากกองทัพสหรัฐว้าและกองทัพรัฐฉานภาคใต้ ทำให้กองทัพพม่าทยอยเคลื่อนกำลังพลเพื่อเข้าปิดล้อมกดดันฐานที่มั่นของฝ่ายตรงข้าม ขณะที่กองกำลังทั้งสองกลุ่มต่างสะสมอาวุธและเพิ่มปริมาณทหารเพื่อเตรียมสู้รบกับทหารพม่าเช่นกัน ขณะเดียวกัน การหวนกลับมาของกองกำลังโกก้างเพื่อชิงฐานที่มั่นคืนจากทหารพม่า ได้ทำให้เกิดความระส่ำระส่ายบนเขตรัฐฉานภาคเหนือจนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงชายแดนจีน-พม่า อย่างต่อเนื่อง'

 

Tanet C. Chiang Mai มัณฑะเลย์ อยู่นอกสีแดงรัฐฉาน ในแผนที่ที่เห็นนะครับ พอพม่าเอา ไป เดิม มัณฑะเลย์ของคนไต ชื่อว่า บ้านท่าเดื่อ ขนาดคนไต ยัง เรียก ท่าเด่อเลย พวกเขาไม่ใช้ สระเอือ ด เด็ก ยังเป็น ล ลิง บ ใบไม้ ก็ยังเป็น ม ได้ คนพม่า ออกเสียง เป็น ม่าน ทะเลอ หลายร้อยปี คนม่านเข้าไปอยู่ ไปสร้างเมืองหลวง ม่านทาเลอ ก็เลยกลายไปๆๆๆ แต่โปรดสังเกต คนไตในรัฐฉาน และพื้นที่รัฐฉาน นั้น น้อย……………………………………….ซะเมื่อไหร่ครับ อาจจะใหญ่กว่า เหนือบนบวกกับเหนือล่างของประเทศไทยรวมกันด้วยซ้ำ น่าจะเล็กกว่าอีสานของเรานิดเดียว แต่เส้นทางการพัฒนาที่ผ่านมา ทำให้จำนวนประชากรของคนไตในรัฐฉานน้อย และยิ่งน้อยลงไปเมื่อ คนหน่มสาวจำนวนมากเข้ามามากมายในล้านนา ในห้วงหลายสิบปีมานี้ครับ

 

Somrit Luechai ต้องอ่าน

 

Piyaluk Potiwan ขออ่าน เพื่อ เก็บไว้สอนหนังสือ ด้วยคนนะคะ อาจาย์n

 

 

Posted in Red Radio Online

Thailand: Judicial harassment against Mr. Anon Nampa

https://www.fidh.org/International-Federation-for-Human-Rights/asia/thailand/thailand-judicial-harassment-against-mr-anon-nampa

12 March 2015

Thailand: Judicial harassment against Mr. Anon Nampa

The Observatory has been informed by reliable sources about the judicial harassment against Mr. Anon Nampa, a volunteer lawyer with the organization Thai Lawyers for Human Rights (TLHR). TLHR was established by a group of lawyers in May 2014 to provide legal assistance to alleged lèse-majesté violators and activists targeted by the authorities following the 22 May military coup. Although in existence for less than a year, TLHR received a human rights award by the French Embassy in Bangkok in December 2014. Besides his work for TLHR, Mr. Anon has defended numerous individuals accused of lèse-majesté under Article 112 of the Criminal Code or under the provisions of the Computer Crimes Act since 2010.

URGENT APPEAL – THE OBSERVATORY

THA 001 / 0315 / OBS 017
Judicial harassment
Thailand
March 12, 2015

The Observatory for the Protection of Human Rights Defenders, a joint programme of the International Federation for Human Rights (FIDH) and the World Organisation Against Torture (OMCT), requests your urgent intervention in the following situation in Thailand.

Description of the situation:

The Observatory has been informed by reliable sources about the judicial harassment against Mr. Anon Nampa, a volunteer lawyer with the organization Thai Lawyers for Human Rights (TLHR). TLHR was established by a group of lawyers in May 2014 to provide legal assistance to alleged lèse-majesté violators and activists targeted by the authorities following the 22 May military coup. Although in existence for less than a year, TLHR received a human rights award by the French Embassy in Bangkok in December 2014. Besides his work for TLHR, Mr. Anon has defended numerous individuals accused of lèse-majesté under Article 112 of the Criminal Code or under the provisions of the Computer Crimes Act since 2010.

According to the information received, on March 5, 2015, Mr. Anon reported to the Pathumwan police station in Bangkok to respond to a complaint filed by Lt Col Burin Thongprapai, an official at the Judge Advocate General’s Department, on February 25, 2015. Lt Col Burin accused Mr. Anon of “importing into a computer false information which may damage national security” under Article 14(2) of the Computer Crimes Act for posting five Facebook messages that criticized the role of the military in the administration of justice under martial law. If prosecuted and found guilty, Mr. Anon faces up to 25 years in jail and a fine of up to 500,000 Thai baht (approximately 14,135 Euros).

Mr. Anon posted the five messages on Facebook while in police custody on February 14, 2015. On that day, police arrested Mr. Anon, along with three anti-coup activists, on charges of violating National Council for Peace and Order’s (NCPO’s) order No. 7/2014, which prohibits public gatherings of more than five people. The four were arrested while they were in the process of organizing an event at the Bangkok Cultural and Art Center to mark the one-year anniversary of the annulled Thai general election on February 2, 2014. All four were released on bail after being detained and interrogated for more than nine hours at the Pathumwan police station.

The Observatory strongly condemns the judicial harassment against Mr. Anon Nampa, which only aims at sanctioning his legitimate human rights activities. The Observatory calls on Thai authorities to drop all charges held against him and put an immediate end to this judicial harassment.

Actions requested:

Please write to the authorities of Thailand asking them to:

i. Drop all charges against Mr. Anon Nampa and put an end to all acts of judicial harassment against him and all human rights defenders in Thailand;

ii. Guarantee in all circumstances the physical and psychological integrity of Mr. Anon,as well as all human rights defenders in Thailand;

iii. Conform with the provisions of the UN Declaration on Human Rights Defenders, adopted by the General Assembly of the United Nations on December 9, 1998, especially its Article 1, which states that “everyone has the right, individually and in association with others, to promote and to strive for the protection and realisation of human rights and fundamental freedoms at the national and international levels”, and Article 12.2, which provides that “the State shall take all necessary measures to ensure the protection by the competent authorities of everyone, individually and in association with others, against any violence, threats, retaliation, de facto or de jure adverse discrimination, pressure or any other arbitrary action as a consequence of his or her legitimate exercise of the rights referred to in the present Declaration”;

iv. Ensure in all circumstances respect for human rights and fundamental freedoms in accordance with international human rights standards and international instruments ratified by Thailand.

Addresses:

lPrime Minister, Gen Prayuth Chan-ocha, Government House, 1, Phitsanulok Road, Dusit, 10300, Bangkok, THAILAND; Fax: +66 (0) 2282 5131
lMinister of Interior, Gen Anupong Paochinda, Asatang Road, Ratchabophit, 10200, Bangkok, THAILAND
lMinister of Foreign Affairs, Gen Tanasak Patimapragorn, Sri Ayutthaya Building, 443 Sri Ayutthaya Road, Phaya Thai, 10400, Bangkok, THAILAND; T Fax: +66 (0) 2 643-5320; E-mail: minister@mfa.go.th
lMinister of Justice, Gen Paiboon Khumchaya, 120, Chaeng Watthana Road, Laksi, 10210, Bangkok, THAILAND; Fax: +66 (0) 2 953-0503
lPol Gen Somyot Poompanmoung, Commissioner-General of the Royal Thai Police, 1st Building, 7th Floor, Rama I Road, Pathumwan, 10330, Bangkok, THAILAND; Fax: +66 (0) 2 251 5956 / +66 (0) 2 251 8702
lMs. Amara Pongsapich; Chairperson of the National Human Rights Commission of Thailand; 120, Chaeng Watthana Road, Laksi, 10210, Bangkok, THAILAND; E-mail: help@nhrc.or.th

lPermanent Mission of Thailand to the United Nations in Geneva, rue Gustave Moynier 5, 1202 Geneva, Switzerland, Tel: + 41 22 715 10 10; Fax: + 41 22 715 10 00 / 10 02; Email: mission.thailand@ties.itu.int

lEmbassy of Thailand in Brussels, 2 Sq. du Val de la Cambre, 1050 Ixelles, Belgium, Tel: + 32 2 640.68.10; Fax: + 32 2 .648.30.66. Email : thaibxl@pophost.eunet.be

Please also write to the diplomatic mission or embassy of Thailand in your respective country

***
Paris-Geneva, March 12, 2015

Kindly inform us of any action undertaken quoting the code of this appeal in your reply.

The Observatory, a FIDH and OMCT venture, is dedicated to the protection of Human Rights Defenders and aims to offer them concrete support in their time of need.

https://www.fidh.org/ไทย-1614/ประเทศไทย

13 mars 2015

ประเทศไทย: การคุกคามโดยกระบวนการยุติธรรมต่อนายอานนท์ นำภา

คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ
12 มีนาคม 2558
ประเทศไทย: การคุกคามโดยกระบวนการยุติธรรมต่อนายอานนท์ นำภา

ดิ ออฟเซอร์แวทอรี (the Observatory) ได้รับข้อมูลจากแหล่งข้อมุลที่น่าเชื่อถือว่ามีการคุกคามทางกระบวนการยุติธรรมต่อนายอานนท์ นำภา ทนายอาสาประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน อันเป็นองค์กรที่เกิดจากการรวมตัวของทนายความเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2557 เพื่อให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ถูกกล่าวหาในข้อหาเกี่ยวกับความผิดตามกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เเละให้ความช่วยแก่นักกิจกรรมที่ตกเป็นเป้าของเจ้าหน้าที่ หลังจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 แม้ศูนย์ทนายฯ ดำเนินการมาไม่ถึงหนึ่งปี เเต่ก็ได้รับรางวัลจากสถานทูตฝรั่งเศส ประจำกรุงเทพฯ เมื่อเดือนธันวาคม ปีที่แล้ว โดยตั้งแต่ พ.ศ. 2553 นายอานนท์ นำภา เป็นทนายจำเลยต่อสู้คดีให้กับจำเลยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ/หรือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จำนวนไม่น้อย

ข้อเรียกร้องด่วน – ดิ ออฟเซอร์แวทอรี

รหัส THA 001 / 0315 / OBS 017
การคุกคามโดยกระบวนการยุติธรรม
ประเทศไทย
12 มีนาคม 2558

โครงการ ดิ ออฟเซอร์แวทอรี เพื่อการปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นโครงการร่วมระหว่าง International Federation for Human Rights (FIDH) เเละ the World Organisation Against Torture (OMCT) ขอให้ท่านดำเนินการต่อสถานการณ์ในประเทศไทยโดยด่วน

สถานการณ์ :

ดิ ออฟเซอร์แวทอรี (the Observatory) ได้รับข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่ามีการคุกคามโดยกระบวนการยุติธรรมต่อนายอานนท์ นำภา ทนายอาสาประจาศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน อันเป็นองค์กรที่เกิดจากการรวมตัวของทนายความเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2557 เพื่อให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ถูกกล่าวหาในข้อหาเกี่ยวกับความผิดตามกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เเละให้ความช่วยเหลือแก่นักกิจกรรมที่ตกเป็นเป้าของเจ้าหน้าที่ หลังจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 แม้ศูนย์ทนายฯ ดำเนินการมาไม่ถึงหนึ่งปี เเต่ก็ได้รับรางวัลจากสถานทูตฝรั่งเศส กรุงเทพฯ เมื่อเดือนธันวาคม ปีที่แล้ว โดยตั้งแต่ พ.ศ. 2553 นายอานนท์ นำภา เป็นทนายจำเลยต่อสู้คดีให้กับจำเลยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ/หรือ พระราชบัญญัติการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์จำนวนไม่น้อย.

จากข้อมูลที่ได้รับ เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2558 นายอานนท์ นำภา ไปรายงานตัวเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจปทุมวัน ตามที่พันเอกบุรินทร์ ทองประไพ นายทหารพระธรรมนูญ แจ้งความเพิ่มเติมให้ดำเนินคดีนายอานนท์ นำภา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ข้อหา “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน” ตามมาตรา 14 (2) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เนื่องจากนายอานนท์ นาภำ ได้โพสต์ข้อความบนเฟสบุ๊ค จำนวน 5 ข้อความ ที่วิพากษ์วิจารณ์บทบาทของเจ้าหน้าที่ทหารในการอำนวยความยุติธรรมภายใต้กฎอัยการศึก หากนายอานนท์ นำภา ถูกดำเนินคดีเเละศาลพิพากษาว่ามีความผิดตามข้อกล่าวหาดังกล่าว อาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 25 ปี เเละโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท (ประมาณ 14,135 ยูโร)

นายอานนท์ นำภา โพสต์ข้อความในเฟซบุคระหว่างถูกควบคุมตัวที่สถานีตำรวจ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 ในวันดังกล่าวตำรวจจับกุมและควบคุมตัวนายอานนท์ นำภา พร้อมนักกิจกรรมที่ต่อต้านรัฐประหารอีก 3 คน ทั้งหมดถูกตั้งข้อหาฝ่าฝืนประกาศคณะรักษาความสงบเเห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 7/2557 ที่ห้ามชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใด ๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป บุคคลทั้งสี่ถูกจับขณะทำกิจกรรมหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งชาติ

คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ

กรุงเทพมหานคร ในวาระครบรอบ 1 ปีการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557 ที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศให้เป็นโมฆะ นักกิจกรรมทั้งสี่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยวางหลักทรัพย์ประกันตัว หลังจากถูกควบคุมตัวเเละสอบสวนกว่า 9 ชั่วโมง ที่สถานีตำรวจปทุมวัน

ดิ ออฟเซอร์แวทอรีขอประณามการใช้กระบวนการยุติธรรมคุกคามนายอานนท์ นำภา เพียงเพื่อหวังจำกัดการทำากิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนโดยชอบ เเละขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจยุติการดำเนินคดีเเละการคุกคามผ่านกระบวนการยุติธรรมต่อนายอานนท์ นำภาทันที

ขอความร่วมมือให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ :

กรุณาเขียนจดหมายถึงผู้มีอำนาจรัฐไทย เพื่อให้ดำเนินการดังนี้ :

1. ยุติการดำเนินคดีต่อนายอานนท์ นำภา ทุกข้อหา เเละยุติการคุกคามโดยการใช้กระบวนการยุติธรรมทุกรูปแบบต่อนายอานนท์ นาภา เเละนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทุกคนในประเทศไทย;

2. ดำเนินการเพื่อรับรองมิให้เกิดการละเมิดความปลอดภัยทั้งทางร่างกายเเละจิตใจของนายอานนท์ นำภา เเละ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนทุกคนในประเทศไทย ;

3. ปฏิบัติตามปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ตามมติสมัชชาสหประชาชาติ วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2541 โดยเฉพาะ ข้อ 1 ความว่า “ทุกคนในฐานะปัจเจกชนและโดยรวมกับผู้อื่นมีสิทธิในการส่งเสริมและต่อสู้เพื่อการคุ้มครองและตระหนักถึงสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานในระดับชาติและระหว่างประเทศ” ข้อ 12.2 ความว่า “รัฐต้องดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อประกันให้มีการคุ้มครองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก่ บุคคลทุกคน โดยลำพังหรือโดยร่วมกับผู้อื่น จากความรุนแรง การข่มขู่ การตอบโต้ การเลือกปฏิบัติที่เป็นการปฏิบัติโดยพฤตินัยหรือนิตินัย การกดดัน หรือการปฏิบัติโดยพลการ อื่นใด ที่เป็นผลจากการที่บุคคลนั้นได้ใช้สิทธิอย่าง ชอบธรรมตามที่อ้างถึงในปฏิญญานี้”

4. เคารพสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเเละตราสารระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่รัฐไทยได้ให้สัตยาบันไว้ด้วย

ที่อยู่ :

lนายกรัฐมนตรี, พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำเนียบรัฐบาล เลขที่ 1ถนน พิษณุโลก เขต ดุสิต กรุงเทพฯ 10300 ประเทศไทย โทรสาร : +66 (0) 2282 5131

lรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ถนนอัษฎางค์ เขตราชบพิธ กรุงเทพฯ 10200 ประเทศไทย

lรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร อาคารศรีอยุธยา เลขที่ 443 ถนนศรีอยุธยา แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 ประเทศไทย โทร/โทรสาร : +66 (0) 2 643-5320 ; อีเมล : minister@mfa.go.th

lรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา เลขที่ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 ประเทศไทย โทรสาร : +66 (0) 2 953-0503

lพลตารวจเอกสมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตารวจเเห่งชาติ อาคาร 1 ชั้น 7 ถนนพระราม 1 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 ประเทศไทย โทรสาร: +66 (0) 2 251 5956 / +66 (0) 2 251 8702

lนางอมรา พงศาพิญช์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เลขที่ 120 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 ประเทศไทย อีเมล : help@nhrc.or.th

lคณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การสหประชาชาติ เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ rue Gustave Moynier 5, 1202 Geneva Switzerland โทร: + 41 22 715 10 10 ; โทรสาร: + 41 22 715 10 00 / 10 02 ; อีเมล : mission.thailand@ties.itu.int

lสถานทูตไทย กรุงบรัซเซลล์ เลขที่ 2 Sq. du Val de la Cambre, 1050 Ixelles, Belgium, โทร : + 32 2 640.68.10 ; โทรสาร : + 32 2 .648.30.66. อีเมล : thaibxl@pophost.eunet.be

คำแปลอย่างไม่เป็นทางการ

กรุณาส่งหนังสือไปที่สถานทูตหรือคณะผู้แทนทางทูตไทยในประเทศของท่านด้วย
***
ปารีส-เจนีวา, 12 มีนาคม 2558

กรุณาแจ้งให้ทราบด้วยหากท่านดำเนินการใด ๆ โดยอ้างอิงถึงรหัสข้อเรียกร้องข้างต้นด้วย

โครงการ ดิ ออฟเซอร์แวทอรี เพื่อการปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชน เป็นโครงการร่วมระหว่าง FIDH เเละ OMCT มีจุดประสงค์เพื่อคุ้มครองเเละสนับสนุนนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในยามจำเป็น

Posted in Red Radio Online

High Commissioner’s Annual Report

รายงานประจำปีต่อประธานข้าหลวงใหญ่ (High Commissioner’s Annual Report) ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

http://www.ohchr.org/EN/NewsEvents/Pages/DisplayNews.aspx?NewsID=15642&LangID=E

Opening Statement, Item 2, High Commissioner’s Annual Report

Mr. President,
Excellencies,
Colleagues and Friends,

It is an honour to present to you the work of my Office over the course of 2014. The Annual Report that has been made available gives an overview of OHCHR’s efforts to translate human rights norms into reality for people across the globe.

I come to you at what may prove to be a turning-point in our young and troubled century. There is real danger that in their reaction to extremist violence, opinion-leaders and decision-makers will lose their grasp of the deeper principles that underpin the system for global security which States built 70 years ago to ward off the horror of war.

The fight against terror is a struggle to uphold the values of democracy and human rights – not undermine them. My Office strongly supports efforts by States around the world to prevent and combat terrorism, and to ensure that the perpetrators of terrorism, as well as their financiers and suppliers of arms, are brought to justice. But counter-terrorist operations that are non-specific, disproportionate, brutal and inadequately supervised violate the very norms that we seek to defend. They also risk handing the terrorists a propaganda tool – thus making our societies neither free nor safe.

——————–

Countries of concern in the context of a shrinking democratic space

In Thailand, which was once a force for democracy in the ASEAN context,the military authorities continue to silence opposition under martial law. More than 1,000 people have been summoned or detained since the May 2014 coup, and many of them brought before military courts. The legal prohibition on criticism of the monarchy has been increasingly deployed. At a time when a new constitution is being drafted, freedom of expression is needed to ensure genuine debate.

ในประเทศไทยซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นพลังสำหรับประชาธิปไตยในประชาคมอาเซียน อำนาจทหารยังดำเนินการปิดปากฝ่ายตรงข้ามภายไต้กฎอัยการศึก ประชาชนมากกว่า 1000 คนถูกเรียกให้ไปรายงานตัวหรือถูกกักขังตั้งแต่การรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 และหลายคนมากที่ถูกนำขึ้นศาลทหาร กฎหมายห้ามการดูหมิ่นราชวงศ์ได้ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวาง ขณะนี้กำลังร่างรัฐธรรมนูญใหม่ การมีสิทธิในการแสดงออกต้องได้รับการโต้แย้งถกเถียงอย่างจริงจัง

 

Posted in Red Radio Online